วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ชีวิตเกษียณ 'เซียนหุ้น'(พันล้าน) มุ่งสู่ความยั่งยืน

ชีวิตในวัย55 ของ 'เสี่ยยักษ์' วิชัย วชิรพงศ์ เซียนหุ้นพันล้าน หลังผ่าน'จุดพีค'ในตลาดหุ้น เจ้าตัวเริ่ม Diversify ทรัพย์สินมุ่งสู่ความยั่งยืน
แม้อาชีพการเล่นหุ้นไม่มี "วัยเกษียณ" เหมือนข้าราชการ แต่ผู้กำศึกมาอย่างยาวนานจากทุนรอนในกระเป๋า 2 ล้านบาท ไต่ระดับความสูงสู่พอร์ตหุ้นหลัก "พันล้านบาท" ย่อมมีวัน "ล้า" แม้เขายังจากตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วย "น้ำผึ้ง" และ "ยาพิษ" ไปไม่ได้ "เสี่ยยักษ์" วิชัย วชิรพงศ์ ค่อยๆ ลดพอร์ตตัวเองลงเหลือระดับ "ร้อยล้านบาท" และพยายาม Diversify ทรัพย์สินมุ่งสู่ความยั่งยืนระยะยาว นั่นคือการสะสมที่ดินและลงทุนอสังหาริมทรัพย์
ความเป็น "นักฆ่า" ของเรามันหมด สมัยก่อนพร้อมจะสู้พร้อมจะบุก เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ จากนี้ไปผมคงจะถือหุ้นเท่าที่มีอยู่เพราะหุ้นมันไม่ได้ปรับตัวลงแรง ใครๆ ก็ "เสียว" พร้อมกับยอมรับว่า ตอนนี้หาหุ้นในดวงใจไม่ได้ หุ้นบางตัวขึ้นมา 100-200% จะให้ไปรักมันได้ยังไง มันผิดวิสัยการลงทุน
วันนี้มีทรัพย์สินสักกี่พันล้านแล้ว! คำถามที่กรุงเทพธุรกิจ BizWeek อยากรู้เหมือนกับใครหลายคน "เฮ้ย! ไม่เอา บอกไปเดี๋ยวอันตราย" ชายวัย 55 ปีที่วันนี้ดูฟิตเปรี๊ยะกว่าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วมาก ร่างกายที่สูงใหญ่ของเขาดูแกร่งขึ้นเพราะลดอาหารจำพวก "แป้ง" ลง และหันมาว่ายน้ำฟิตร่างกายอย่างหนัก
"คนเราถ้าพยายามจะทำอะไร ถ้าถึงที่สุดแล้วจะเป็นอะไรก็ไม่เสียใจ" ที่จริงเสือเก่าเขียนแผนงาน (ไดอารี่) ประจำปีที่จะต้องทำให้สำเร็จภายในปี 2553 ต้องลดน้ำหนักให้ได้ 2 กิโล และเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุนแต่ก็ดูจะ "พลาดเป้า" ผ่านมาแล้ว 3 ไตรมาสยังทำไม่ได้ทั้ง 2 อย่าง
ระหว่างที่บทความชิ้นนี้ออกเผยแพร่ เสี่ยยักษ์คงกำลังขี่ฮาร์เลย์ เดวิดสัน เที่ยว "แอลเอ" อย่างมีความสุข ขณะที่เจ้าตัวเผยความในใจว่า การที่ได้ควบฮาร์เลย์ใส่เสื้อหนังฝ่าเปลวแดดอันแสนร้อนระอุบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ การถือหุ้น 500 ล้านบาทไว้ในพอร์ตยังไม่ตื่นเต้นเท่า
หลายเดือนมาแล้วที่เซียนหุ้นพันล้านหันมา "เห่อ" ควบเจ้าฮาร์เลย์ เดวิดสัน หนึ่งในความฝันที่แทรกแทนที่เฟอร์รารี่สีแดงคันงามราคาหลายสิบล้านที่จอดทิ้งไว้เพราะกลัว "น้ำ" ช่วงหน้าฝน ตลาดหุ้นเริ่มกลายเป็น "งานอดิเรก" มากกว่าเป็น "อาชีพหลัก" สมัยก่อนที่จ้องหน้าจอเคาะหุ้นแบบเอาเป็นเอาตาย..วันนี้เขามีเวลาทำตามความฝันมากขึ้น
"บางวันเดินเข้าห้องน้ำเอาน้ำลูบหน้าตัวเอง มองกระจก วันนี้ (กู) ซื้อหุ้นอะไรไม่ได้สักตัว" พลังไฟของเซียนหุ้นพันล้านเริ่มสัมผัสกับสัญชาตญาณ "เสือแก่" นาทีนี้เจ้าตัวขอหลีกทางให้กับ "แวลูอินเวสเตอร์" ที่มาแรงแซงทางโค้งกำไรกัน 200-300% สำหรับปีนี้ยอมรับว่าตัวเองมองตลาด "ผิด" คิดว่าการเมืองคงไม่จบง่ายๆ ตอนนี้เล่นหุ้นน้อยลงเยอะ (มาก) เหลือประมาณ 1 ใน 3
เสือเก่าแห่งตลาดหุ้นค่อยๆ ถอด "เขี้ยวเล็บ" เริ่มเข้าสู่ "วัยชรา" ของวงจรตลาดหุ้นที่มีเซียนหุ้นรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน เขายอมรับโดยดุษณีว่าคลื่นลูกใหม่ในวงการนี้กำลังมาแทนที่คลื่นลูกเก่า
"ผมมันเป็นพวกเซียนหุ้นรุ่นสุดท้ายแล้วล่ะ เว็บไซต์ PANTIP ก็ไม่เคยเข้า ประชุมผู้ถือหุ้นก็ไม่ไป คอมพานีวิสิท (ไปเยี่ยมชมกิจการ-สัมภาษณ์ผู้บริหาร) ก็ไม่ไป เล่นหุ้นอ่านหนังสือพิมพ์แค่วันละ 3 ฉบับ ที่ยังเหลืออยู่และเหนือกว่าคือประสบการณ์"
เขาบอกแม้ความเป็น "นักฆ่า" จะไม่เหมือนเดิม แต่สัญชาตญาณของ "เสือเก่า" ยังไม่หมด เมื่อไม่นานมานี้ช่วงชุลมุน 3จี เสี่ยยักษ์ใช้จิตวิทยาการลงทุนหยิบกำไรหุ้น ADVANC ไปเหนาะๆ 8 ล้านบาทจากการเล่น "สวนทางตลาด" และถือ N-PARK เพียง 2 วันกำไรไป 10 ล้านบาท
"ผมเล่นมันๆ มากกว่า หุ้น N-PARK วันนั้นอยู่ที่ 0.3 บาท หลานผมดูงบไตรมาส 2/2553 บอกว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 210 ล้านบาท ที่จริงไม่ได้เป็นกำไรจากการดำเนินงานแต่รับรู้กำไรจากการขายโรงแรมโนโวเทลบีช รีสอร์ท พันวา ภูเก็ต เราก็คิดว่าเอ็นพาร์คมันขาดทุนมาตลอด ถ้าประกาศกำไรอย่างนี้ก็เล่นได้ ตอนนั้นมันมี Offer (เสนอขาย) ราคา 0.4 บาท อยู่ประมาณ 1,000 ล้านหุ้น ผมเคาะขวาซื้อ 500 ล้านหุ้น ใช้เงินไป 20 ล้านบาท ไปขายที่ 0.6 บาท เล่น 2 วันได้กำไร 10 ล้านบาท"
เสี่ยยักษ์ บอกว่า ความเป็นนักเลงเก่ายังมีอยู่ แต่สไตล์โบราณมากๆ ไม่มีทางจะไปสู้คนอื่นเขาได้ ทุกวันนี้เหลือเล่นแต่ตัวใหญ่ๆ ไม่กี่ตัว PTT, PTTEP, BANPU "ผมว่าผมเป็นนักลงทุนรุ่นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในตลาดหุ้น" เจ้าตัวยอมรับ
ช่วงที่ผ่านมาเสี่ยยักษ์ลบชื่อตัวเองออกจากพื้นที่ข่าว หลังมีชื่อย่อ "ย" เป็นผู้ปล่อยข่าวอัปมงคล เพื่อหวังผลประโยชน์จากการ "ทุบหุ้น-ปั่นหุ้น" เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2552
"ตอนนั้นผมโดนหนักถูกทำร้ายจิตใจมาก ผมไม่คุยกับใครเลย อยู่เงียบๆ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ชีวิตผมมาถึงจุดนี้เราเกินพอแล้ว ไม่มีทางทำเรื่อง (เลวๆ) แบบนี้"
เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อวิชัยโผล่ในนามนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หน้าใหม่ เป็นเจ้าของ บริษัท อัครวิชัย พัฒนา จำกัด พัฒนาที่ดิน 120 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด กม.19 อำเภอบางพลี ที่เขาซื้อไว้เมื่อปลายปี 2552 ทำธุรกิจโลจิสติกส์และคลังสินค้าให้เช่า รวมทั้งเป็นเจ้าของที่ดิน 56 ไร่ ติดชายทะเลระยอง ปัจจุบันซื้อเพิ่มเป็น 70 ไร่ มีแผนจะพัฒนาเป็น "บูติคโฮเต็ล" ในอนาคตอันใกล้ และยังเป็นเจ้าของที่ดินอีกกว่า 1,000 ไร่ ที่อำเภอแกลง เดิมเคยเป็นสนามกอล์ฟหินสวยน้ำใส ปัจจุบันแบ่งที่ดิน 500-600 ไร่ ปลูกต้นยางนา (ไม้เศรษฐกิจ) ทิ้งไว้ ในอนาคตมีแผนจะพัฒนาที่ดินที่เหลือเป็นสนามกอล์ฟด้วย
"ช่วงที่ผ่านมา ผม Diversify เอาเงินออกจากตลาดหุ้นมาเยอะเลย ซื้อที่ดินเก็บไว้ "ไม่เน่า-ไม่เสีย" แถมดูเหมือนจะเป็นการออมเงินประเภทเดียวที่เอาชนะ "เงินเฟ้อ" ได้ดี และถ้ากลับไปดูคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตติดอันดับ 1 ถึง 10 ทั้งในประเทศไทยและของโลกล้วนมาจากอสังหาริมทรัพย์แทบทั้งนั้น"
ปัจจุบันเจ้าตัวยอมรับว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินและลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากกว่าในตลาดหุ้น "ถ้าผมเก่งจริงจากพอร์ตร้อยล้านก็กลับไปใหญ่เหมือนสมัยก่อนได้ แต่ถ้าผมกลับไปไม่ได้ข้างหลังผมก็ยังเหลือเยอะ"
หลักคิดของเซียนหุ้นรายนี้ในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์คือลงทุนเท่าที่มีกำลัง "ไม่คิดสร้างหนี้" เพราะหนี้ทำให้เกิด "ทุกข์" ถ้าคนเรารู้สึกว่า "พอแล้ว" จะไปหาความทุกข์มาเพิ่มอีกทำไม
"ที่ดินก็มีอยู่แล้ว กู้ก็ไม่กู้ ทำธุรกิจจะแพ้ได้ยังไง ผมถือคติไว้เลยว่าทำธุรกิจจะไม่เป็นหนี้จะไม่กู้ ถ้าไปทำคอนโดขายเป็นหนี้เขาชีวิตก็ต้องเป็นทุกข์อีก ชีวิตวันนี้มัน(เกิน)พอแล้ว ทำไมต้องไปสร้างหนี้ สไตล์ผมจะค่อยๆ เติบโตจะไม่เริ่มจากทำอะไรใหญ่ๆ"
วิชัยเล่าว่า ที่ดินบริเวณถนนบางนา-ตราด กม.19 มีอนาคตมาก ที่ดินผืนนี้ 120 ไร่ ซื้อมาด้วยต้นทุนที่ถูกมาก เพราะเป็นที่ดิน "ตาบอด" ไม่มีทางเข้าออก ที่ดินรอบข้างขายไร่ละ 7 ล้านบาท แต่มีคนมาเสนอขายให้ในราคาแค่ "ครึ่งเดียว" วิธีแก้ปัญหาก็คือไปร่วมทุนกับเจ้าของที่ดินด้านหน้าที่ติดถนนให้เขามาร่วมหุ้นด้วย
"เขาไม่มีเงินร่วมทุน ผมก็ให้ยืมคิดดอกเบี้ย 8% ต่อปี แล้วให้หุ้นบริษัทเขา 49% แต่เขาต้องมอบภาระจำยอมทางเข้าออกให้เรา เขาแฮปปี้มาก ราคาที่ดินตาบอด (120 ไร่) ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ผมไม่เอาเปรียบคนอื่น ผมก็เลยโชคดีได้หุ้นส่วนดี เขาจัดการให้เราหมด ไม่ต้องเหนื่อยติดต่อกับหน่วยงานราชการและหน่วยงานท้องถิ่น ผมถามเพื่อน 10 คนบอกว่าคุณให้เขาเยอะไป ถ้าไม่มีที่ดินเข้าออกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ผมคิดว่า "วิน-วิน" ทั้งสองฝ่าย"
ชีวิตวันนี้ "ผมมีอิสระ สบายใจ ภาระอะไรก็ไม่มี" ที่ดินระยองซื้อมาตั้งแต่ยังไม่ฮิต ขับรถไปตระเวนดูที่ดินติดทะเลอยากได้ที่ปราณบุรีไร่ละ 21 ล้านบาท ซื้อไม่ไหว มาได้ที่ดินริมทะเลระยองไร่ละ 3-4 ล้านบาท ผมเอาหลักการลงทุนในตลาดหุ้นมาใช้ในการซื้อที่ดิน คือซื้อเก็บไว้ตอน "ราคาถูก...ตอนยังไม่ฮิต" แล้วผมจะ "แพ้" ได้ยังไง
"ผมคิดว่าถ้าได้ดอกเบี้ยปีละ 4% ทบต้น เงิน 1 ล้านบาท 16 ปี เงิน 1 ล้านบาทจะเป็น 2 ล้านบาท ถ้าผมเอาเงิน 3 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 1 ไร่ 16 ปี จะเป็นไร่ละ 6 ล้านบาทไม่ได้เหรอ ผมคิดง่ายๆ แบบคนไม่มีประสบการณ์แต่ใช้ชั้นเชิงนักลงทุน ตอนไปดูที่ดินที่ระยองไปกับเพื่อน 5 คน พอกลับมาทุกคนหนีผมหมด เลยต้องเอาคนเดียว"
เบื้องหลังการเป็นนักลงทุนที่ดินของเสี่ยยักษ์ เจ้าตัวเล่าแบบขำๆ ว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้คิดเรื่องจะเป็นนักพัฒนาที่ดินอะไรเลย ชีวิตผมมีความฝันว่าอยากมีบ้านริมทะเลสักหลังก็เลยชวนเพื่อนไปดูว่าจะเอาตรงไหนดี ไปดูที่พัทยาไร่ละ 30 ล้านบาทซื้อไม่ไหว ไปดูแถวหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ก็แตะไม่ลง ไปปราณบุรีไร่ละ 21 ล้านแพงไป ผมเลยต้องเลี้ยวรถกลับมาที่ระยอง ภาพลักษณ์มันไม่ค่อยดีทำคอนโดค้างไว้เยอะขายไม่ออก เป็นจังหวัด "ปราบเซียน" ราคาที่ดินก็เลยยังไม่แพง
"ที่ดินของผมอยู่ใกล้ๆ โรงแรมโนโวเทลระยอง อยู่ไปทางอำเภอแกลง พอผมซื้อเสร็จ โครงการภูผาธาราของตระกูลวิไลลักษณ์ มาขึ้นติดกับที่ดินของผมเลย ผ่านมา 3 ปีตอนนี้เขาขึ้นคอนโดแล้ว 3 แท่ง แถมในนั้นมีโรงแรมแมริออทอีก คิดดูว่าผมโชคดีขนาดไหนเลยซื้อเพิ่มติดกับที่เดิมในราคาไร่ละ 8 ล้าน ตอนนี้มีที่ดินติดทะเลระยองทั้งหมดประมาณ 70 ไร่ "ต้นทุนเฉลี่ยผมถูก" นี่คือหลักการเดียวกับการเล่นหุ้น ผมต้องขอบคุณคุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ที่มาลงทุนติดกับที่ดินของผม"
ตอนนี้ รีสอร์ท (บูติคโฮเต็ล) ที่ระยองกำลังอยู่ในขั้นตอนออกแบบ เฉพาะโครงสร้าง 200 ล้านบาท ส่วนที่ดินสนามกอล์ฟเก่า 1,000 ไร่ (ประมูลมาไร่ละประมาณ 2 แสนบาท) ปลูกยางนาต้นใหญ่ๆ ไว้ครึ่งหนึ่งต้องรอผลตอบแทน 15 ปี "ผมคิดว่าถ้าคุณคิดสั้นๆ ก็ปลูกข้าว ปลูกอ้อย ถ้ามองยาวเก็บไว้เป็นมรดกก็ต้องปลูกไม้ยืนต้น"
เสี่ยยักษ์ บอกว่า การทำรีสอร์ทเป็นหนึ่งในความฝันที่อยากทำ จะไม่กู้ ไม่ทำใหญ่ หวังแค่ให้มันเลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจ ตอนนี้ส่งลูกสาวไปเรียนการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์ไปได้ 7-8 เดือนแล้ว ลูกคนนี้จบปริญญาตรีวิศวกรรมเคมี จากจุฬาฯ แต่เขามีความฝันอยากมาบริหารรีสอร์ท "ทุกครั้งที่ผมโทรศัพท์หาลูก จะถามเขาเสมอว่าหนูยังมีความฝันอยู่มั้ยลูก เป้าหมายชีวิตหนูยังเหมือนเดิมมั้ย" คนเราต้องมีความฝันและตั้งใจแน่วแน่ ทำอะไรถึงจะสำเร็จ
ล่าสุดก็เพิ่งบินไปสหรัฐอเมริกาไปขี่ฮาร์เลย์เที่ยวกับเพื่อนคนไทยที่ไปด้วยกัน 11-12 คน ปัจจุบันเสี่ยยักษ์มีฮาร์เลย์แล้ว 2 คัน ตระเวนเที่ยวต่างจังหวัดมาแล้วหลายทริปที่ระยอง หัวหิน เขาใหญ่ สุพรรณบุรี
"ผมมีฝันอยากมีรถสปอร์ต (เฟอร์รารี่) ก็มีแล้วแต่เพื่อนน้อย ขี่ฮาร์เลย์มีเพื่อนเยอะ เคยจะไปขับเครื่องบินแต่แฟนห้ามไม่ให้ไป ขี่ม้าก็อยากลองแต่ยังไม่มีโอกาส ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำตามความฝันได้มันต้องพร้อมก่อน หลานผมอายุ 27-28 แต่ไปตีกอล์ฟเสียเวลาทั้งวัน "มันไม่ใช่" คุณไปวิ่งสวนลุมดีกว่า ผมห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่กระโดดเข้ามาตลาดหุ้นเพราะคิดว่ารวยเร็ว ผมว่าอันตราย คุณไปหางานทำรู้จักวิธีหาเงินก่อนดีกว่า"
เซียนหุ้นรายใหญ่ เล่าความในใจให้ฟังว่าเวลาจะไปขี่ฮาร์เลย์จะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง อารมณ์มันช่างแตกต่างจากการตัดสินใจซื้อขายหุ้นเป็นร้อยๆ ล้านบาท มันไม่ตื่นเต้นอะไรเลย
"บ้านชายทะเลที่ระยองของผมรับแขกฮาร์เลย์หลายทริปแล้วนะ พอไปถึงก็เอาเรือเร็ว (สปีดโบต) ออกไปกินข้าวกลางวันที่เกาะเสม็ด แล้วไปนอนเล่นกันที่เกาะทะลุ 3-4 โมงเย็นก็กลับ ส่วนเฟอร์รารี่ขับน้อยช่วงนี้หน้าฝนน้ำเข้าเครื่องแล้วยุ่ง เห็นมั้ยว่าเหรียญ (ทุกอย่าง) มันมีสองด้านเสมอ"
ชีวิตในวัย 55 ปีวันนี้ของเสี่ยยักษ์ จึงไม่ต่างไปจาก "ชีวิตเกษียณ" ของเซียนหุ้น เจ้าตัวกำลังไล่ล่า "ความฝัน" ที่ขาดหาย และ Diversify ความมั่งคั่งสู่ความยั่งยืน สัปดาห์หน้าติดตามวิธีคิดการลงทุนในตลาดหุ้นที่เปลี่ยนไปของ "เซียนหุ้นพันล้าน" ที่เจ้าตัวต้องนำมาขบคิดทบทวนตัวเอง
Tags : 'เสี่ยยักษ์ • วิชัย วชิรพงศ์ • หุ้น • เซีนหุ้น
ความเป็น "นักฆ่า" ของเรามันหมด สมัยก่อนพร้อมจะสู้พร้อมจะบุก เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ จากนี้ไปผมคงจะถือหุ้นเท่าที่มีอยู่เพราะหุ้นมันไม่ได้ปรับตัวลงแรง ใครๆ ก็ "เสียว" พร้อมกับยอมรับว่า ตอนนี้หาหุ้นในดวงใจไม่ได้ หุ้นบางตัวขึ้นมา 100-200% จะให้ไปรักมันได้ยังไง มันผิดวิสัยการลงทุน
วันนี้มีทรัพย์สินสักกี่พันล้านแล้ว! คำถามที่กรุงเทพธุรกิจ BizWeek อยากรู้เหมือนกับใครหลายคน "เฮ้ย! ไม่เอา บอกไปเดี๋ยวอันตราย" ชายวัย 55 ปีที่วันนี้ดูฟิตเปรี๊ยะกว่าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วมาก ร่างกายที่สูงใหญ่ของเขาดูแกร่งขึ้นเพราะลดอาหารจำพวก "แป้ง" ลง และหันมาว่ายน้ำฟิตร่างกายอย่างหนัก
"คนเราถ้าพยายามจะทำอะไร ถ้าถึงที่สุดแล้วจะเป็นอะไรก็ไม่เสียใจ" ที่จริงเสือเก่าเขียนแผนงาน (ไดอารี่) ประจำปีที่จะต้องทำให้สำเร็จภายในปี 2553 ต้องลดน้ำหนักให้ได้ 2 กิโล และเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุนแต่ก็ดูจะ "พลาดเป้า" ผ่านมาแล้ว 3 ไตรมาสยังทำไม่ได้ทั้ง 2 อย่าง
ระหว่างที่บทความชิ้นนี้ออกเผยแพร่ เสี่ยยักษ์คงกำลังขี่ฮาร์เลย์ เดวิดสัน เที่ยว "แอลเอ" อย่างมีความสุข ขณะที่เจ้าตัวเผยความในใจว่า การที่ได้ควบฮาร์เลย์ใส่เสื้อหนังฝ่าเปลวแดดอันแสนร้อนระอุบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ การถือหุ้น 500 ล้านบาทไว้ในพอร์ตยังไม่ตื่นเต้นเท่า
หลายเดือนมาแล้วที่เซียนหุ้นพันล้านหันมา "เห่อ" ควบเจ้าฮาร์เลย์ เดวิดสัน หนึ่งในความฝันที่แทรกแทนที่เฟอร์รารี่สีแดงคันงามราคาหลายสิบล้านที่จอดทิ้งไว้เพราะกลัว "น้ำ" ช่วงหน้าฝน ตลาดหุ้นเริ่มกลายเป็น "งานอดิเรก" มากกว่าเป็น "อาชีพหลัก" สมัยก่อนที่จ้องหน้าจอเคาะหุ้นแบบเอาเป็นเอาตาย..วันนี้เขามีเวลาทำตามความฝันมากขึ้น
"บางวันเดินเข้าห้องน้ำเอาน้ำลูบหน้าตัวเอง มองกระจก วันนี้ (กู) ซื้อหุ้นอะไรไม่ได้สักตัว" พลังไฟของเซียนหุ้นพันล้านเริ่มสัมผัสกับสัญชาตญาณ "เสือแก่" นาทีนี้เจ้าตัวขอหลีกทางให้กับ "แวลูอินเวสเตอร์" ที่มาแรงแซงทางโค้งกำไรกัน 200-300% สำหรับปีนี้ยอมรับว่าตัวเองมองตลาด "ผิด" คิดว่าการเมืองคงไม่จบง่ายๆ ตอนนี้เล่นหุ้นน้อยลงเยอะ (มาก) เหลือประมาณ 1 ใน 3
เสือเก่าแห่งตลาดหุ้นค่อยๆ ถอด "เขี้ยวเล็บ" เริ่มเข้าสู่ "วัยชรา" ของวงจรตลาดหุ้นที่มีเซียนหุ้นรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน เขายอมรับโดยดุษณีว่าคลื่นลูกใหม่ในวงการนี้กำลังมาแทนที่คลื่นลูกเก่า
"ผมมันเป็นพวกเซียนหุ้นรุ่นสุดท้ายแล้วล่ะ เว็บไซต์ PANTIP ก็ไม่เคยเข้า ประชุมผู้ถือหุ้นก็ไม่ไป คอมพานีวิสิท (ไปเยี่ยมชมกิจการ-สัมภาษณ์ผู้บริหาร) ก็ไม่ไป เล่นหุ้นอ่านหนังสือพิมพ์แค่วันละ 3 ฉบับ ที่ยังเหลืออยู่และเหนือกว่าคือประสบการณ์"
เขาบอกแม้ความเป็น "นักฆ่า" จะไม่เหมือนเดิม แต่สัญชาตญาณของ "เสือเก่า" ยังไม่หมด เมื่อไม่นานมานี้ช่วงชุลมุน 3จี เสี่ยยักษ์ใช้จิตวิทยาการลงทุนหยิบกำไรหุ้น ADVANC ไปเหนาะๆ 8 ล้านบาทจากการเล่น "สวนทางตลาด" และถือ N-PARK เพียง 2 วันกำไรไป 10 ล้านบาท
"ผมเล่นมันๆ มากกว่า หุ้น N-PARK วันนั้นอยู่ที่ 0.3 บาท หลานผมดูงบไตรมาส 2/2553 บอกว่าบริษัทมีกำไรสุทธิ 210 ล้านบาท ที่จริงไม่ได้เป็นกำไรจากการดำเนินงานแต่รับรู้กำไรจากการขายโรงแรมโนโวเทลบีช รีสอร์ท พันวา ภูเก็ต เราก็คิดว่าเอ็นพาร์คมันขาดทุนมาตลอด ถ้าประกาศกำไรอย่างนี้ก็เล่นได้ ตอนนั้นมันมี Offer (เสนอขาย) ราคา 0.4 บาท อยู่ประมาณ 1,000 ล้านหุ้น ผมเคาะขวาซื้อ 500 ล้านหุ้น ใช้เงินไป 20 ล้านบาท ไปขายที่ 0.6 บาท เล่น 2 วันได้กำไร 10 ล้านบาท"
เสี่ยยักษ์ บอกว่า ความเป็นนักเลงเก่ายังมีอยู่ แต่สไตล์โบราณมากๆ ไม่มีทางจะไปสู้คนอื่นเขาได้ ทุกวันนี้เหลือเล่นแต่ตัวใหญ่ๆ ไม่กี่ตัว PTT, PTTEP, BANPU "ผมว่าผมเป็นนักลงทุนรุ่นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในตลาดหุ้น" เจ้าตัวยอมรับ
ช่วงที่ผ่านมาเสี่ยยักษ์ลบชื่อตัวเองออกจากพื้นที่ข่าว หลังมีชื่อย่อ "ย" เป็นผู้ปล่อยข่าวอัปมงคล เพื่อหวังผลประโยชน์จากการ "ทุบหุ้น-ปั่นหุ้น" เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2552
"ตอนนั้นผมโดนหนักถูกทำร้ายจิตใจมาก ผมไม่คุยกับใครเลย อยู่เงียบๆ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ชีวิตผมมาถึงจุดนี้เราเกินพอแล้ว ไม่มีทางทำเรื่อง (เลวๆ) แบบนี้"
เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อวิชัยโผล่ในนามนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หน้าใหม่ เป็นเจ้าของ บริษัท อัครวิชัย พัฒนา จำกัด พัฒนาที่ดิน 120 ไร่ บริเวณถนนบางนา-ตราด กม.19 อำเภอบางพลี ที่เขาซื้อไว้เมื่อปลายปี 2552 ทำธุรกิจโลจิสติกส์และคลังสินค้าให้เช่า รวมทั้งเป็นเจ้าของที่ดิน 56 ไร่ ติดชายทะเลระยอง ปัจจุบันซื้อเพิ่มเป็น 70 ไร่ มีแผนจะพัฒนาเป็น "บูติคโฮเต็ล" ในอนาคตอันใกล้ และยังเป็นเจ้าของที่ดินอีกกว่า 1,000 ไร่ ที่อำเภอแกลง เดิมเคยเป็นสนามกอล์ฟหินสวยน้ำใส ปัจจุบันแบ่งที่ดิน 500-600 ไร่ ปลูกต้นยางนา (ไม้เศรษฐกิจ) ทิ้งไว้ ในอนาคตมีแผนจะพัฒนาที่ดินที่เหลือเป็นสนามกอล์ฟด้วย
"ช่วงที่ผ่านมา ผม Diversify เอาเงินออกจากตลาดหุ้นมาเยอะเลย ซื้อที่ดินเก็บไว้ "ไม่เน่า-ไม่เสีย" แถมดูเหมือนจะเป็นการออมเงินประเภทเดียวที่เอาชนะ "เงินเฟ้อ" ได้ดี และถ้ากลับไปดูคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตติดอันดับ 1 ถึง 10 ทั้งในประเทศไทยและของโลกล้วนมาจากอสังหาริมทรัพย์แทบทั้งนั้น"
ปัจจุบันเจ้าตัวยอมรับว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินและลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากกว่าในตลาดหุ้น "ถ้าผมเก่งจริงจากพอร์ตร้อยล้านก็กลับไปใหญ่เหมือนสมัยก่อนได้ แต่ถ้าผมกลับไปไม่ได้ข้างหลังผมก็ยังเหลือเยอะ"
หลักคิดของเซียนหุ้นรายนี้ในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์คือลงทุนเท่าที่มีกำลัง "ไม่คิดสร้างหนี้" เพราะหนี้ทำให้เกิด "ทุกข์" ถ้าคนเรารู้สึกว่า "พอแล้ว" จะไปหาความทุกข์มาเพิ่มอีกทำไม
"ที่ดินก็มีอยู่แล้ว กู้ก็ไม่กู้ ทำธุรกิจจะแพ้ได้ยังไง ผมถือคติไว้เลยว่าทำธุรกิจจะไม่เป็นหนี้จะไม่กู้ ถ้าไปทำคอนโดขายเป็นหนี้เขาชีวิตก็ต้องเป็นทุกข์อีก ชีวิตวันนี้มัน(เกิน)พอแล้ว ทำไมต้องไปสร้างหนี้ สไตล์ผมจะค่อยๆ เติบโตจะไม่เริ่มจากทำอะไรใหญ่ๆ"
วิชัยเล่าว่า ที่ดินบริเวณถนนบางนา-ตราด กม.19 มีอนาคตมาก ที่ดินผืนนี้ 120 ไร่ ซื้อมาด้วยต้นทุนที่ถูกมาก เพราะเป็นที่ดิน "ตาบอด" ไม่มีทางเข้าออก ที่ดินรอบข้างขายไร่ละ 7 ล้านบาท แต่มีคนมาเสนอขายให้ในราคาแค่ "ครึ่งเดียว" วิธีแก้ปัญหาก็คือไปร่วมทุนกับเจ้าของที่ดินด้านหน้าที่ติดถนนให้เขามาร่วมหุ้นด้วย
"เขาไม่มีเงินร่วมทุน ผมก็ให้ยืมคิดดอกเบี้ย 8% ต่อปี แล้วให้หุ้นบริษัทเขา 49% แต่เขาต้องมอบภาระจำยอมทางเข้าออกให้เรา เขาแฮปปี้มาก ราคาที่ดินตาบอด (120 ไร่) ก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ผมไม่เอาเปรียบคนอื่น ผมก็เลยโชคดีได้หุ้นส่วนดี เขาจัดการให้เราหมด ไม่ต้องเหนื่อยติดต่อกับหน่วยงานราชการและหน่วยงานท้องถิ่น ผมถามเพื่อน 10 คนบอกว่าคุณให้เขาเยอะไป ถ้าไม่มีที่ดินเข้าออกเราก็ทำอะไรไม่ได้ ผมคิดว่า "วิน-วิน" ทั้งสองฝ่าย"
ชีวิตวันนี้ "ผมมีอิสระ สบายใจ ภาระอะไรก็ไม่มี" ที่ดินระยองซื้อมาตั้งแต่ยังไม่ฮิต ขับรถไปตระเวนดูที่ดินติดทะเลอยากได้ที่ปราณบุรีไร่ละ 21 ล้านบาท ซื้อไม่ไหว มาได้ที่ดินริมทะเลระยองไร่ละ 3-4 ล้านบาท ผมเอาหลักการลงทุนในตลาดหุ้นมาใช้ในการซื้อที่ดิน คือซื้อเก็บไว้ตอน "ราคาถูก...ตอนยังไม่ฮิต" แล้วผมจะ "แพ้" ได้ยังไง
"ผมคิดว่าถ้าได้ดอกเบี้ยปีละ 4% ทบต้น เงิน 1 ล้านบาท 16 ปี เงิน 1 ล้านบาทจะเป็น 2 ล้านบาท ถ้าผมเอาเงิน 3 ล้านบาท ซื้อที่ดิน 1 ไร่ 16 ปี จะเป็นไร่ละ 6 ล้านบาทไม่ได้เหรอ ผมคิดง่ายๆ แบบคนไม่มีประสบการณ์แต่ใช้ชั้นเชิงนักลงทุน ตอนไปดูที่ดินที่ระยองไปกับเพื่อน 5 คน พอกลับมาทุกคนหนีผมหมด เลยต้องเอาคนเดียว"
เบื้องหลังการเป็นนักลงทุนที่ดินของเสี่ยยักษ์ เจ้าตัวเล่าแบบขำๆ ว่า จุดเริ่มต้นไม่ได้คิดเรื่องจะเป็นนักพัฒนาที่ดินอะไรเลย ชีวิตผมมีความฝันว่าอยากมีบ้านริมทะเลสักหลังก็เลยชวนเพื่อนไปดูว่าจะเอาตรงไหนดี ไปดูที่พัทยาไร่ละ 30 ล้านบาทซื้อไม่ไหว ไปดูแถวหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ก็แตะไม่ลง ไปปราณบุรีไร่ละ 21 ล้านแพงไป ผมเลยต้องเลี้ยวรถกลับมาที่ระยอง ภาพลักษณ์มันไม่ค่อยดีทำคอนโดค้างไว้เยอะขายไม่ออก เป็นจังหวัด "ปราบเซียน" ราคาที่ดินก็เลยยังไม่แพง
"ที่ดินของผมอยู่ใกล้ๆ โรงแรมโนโวเทลระยอง อยู่ไปทางอำเภอแกลง พอผมซื้อเสร็จ โครงการภูผาธาราของตระกูลวิไลลักษณ์ มาขึ้นติดกับที่ดินของผมเลย ผ่านมา 3 ปีตอนนี้เขาขึ้นคอนโดแล้ว 3 แท่ง แถมในนั้นมีโรงแรมแมริออทอีก คิดดูว่าผมโชคดีขนาดไหนเลยซื้อเพิ่มติดกับที่เดิมในราคาไร่ละ 8 ล้าน ตอนนี้มีที่ดินติดทะเลระยองทั้งหมดประมาณ 70 ไร่ "ต้นทุนเฉลี่ยผมถูก" นี่คือหลักการเดียวกับการเล่นหุ้น ผมต้องขอบคุณคุณวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ที่มาลงทุนติดกับที่ดินของผม"
ตอนนี้ รีสอร์ท (บูติคโฮเต็ล) ที่ระยองกำลังอยู่ในขั้นตอนออกแบบ เฉพาะโครงสร้าง 200 ล้านบาท ส่วนที่ดินสนามกอล์ฟเก่า 1,000 ไร่ (ประมูลมาไร่ละประมาณ 2 แสนบาท) ปลูกยางนาต้นใหญ่ๆ ไว้ครึ่งหนึ่งต้องรอผลตอบแทน 15 ปี "ผมคิดว่าถ้าคุณคิดสั้นๆ ก็ปลูกข้าว ปลูกอ้อย ถ้ามองยาวเก็บไว้เป็นมรดกก็ต้องปลูกไม้ยืนต้น"
เสี่ยยักษ์ บอกว่า การทำรีสอร์ทเป็นหนึ่งในความฝันที่อยากทำ จะไม่กู้ ไม่ทำใหญ่ หวังแค่ให้มันเลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจ ตอนนี้ส่งลูกสาวไปเรียนการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์ไปได้ 7-8 เดือนแล้ว ลูกคนนี้จบปริญญาตรีวิศวกรรมเคมี จากจุฬาฯ แต่เขามีความฝันอยากมาบริหารรีสอร์ท "ทุกครั้งที่ผมโทรศัพท์หาลูก จะถามเขาเสมอว่าหนูยังมีความฝันอยู่มั้ยลูก เป้าหมายชีวิตหนูยังเหมือนเดิมมั้ย" คนเราต้องมีความฝันและตั้งใจแน่วแน่ ทำอะไรถึงจะสำเร็จ
ล่าสุดก็เพิ่งบินไปสหรัฐอเมริกาไปขี่ฮาร์เลย์เที่ยวกับเพื่อนคนไทยที่ไปด้วยกัน 11-12 คน ปัจจุบันเสี่ยยักษ์มีฮาร์เลย์แล้ว 2 คัน ตระเวนเที่ยวต่างจังหวัดมาแล้วหลายทริปที่ระยอง หัวหิน เขาใหญ่ สุพรรณบุรี
"ผมมีฝันอยากมีรถสปอร์ต (เฟอร์รารี่) ก็มีแล้วแต่เพื่อนน้อย ขี่ฮาร์เลย์มีเพื่อนเยอะ เคยจะไปขับเครื่องบินแต่แฟนห้ามไม่ให้ไป ขี่ม้าก็อยากลองแต่ยังไม่มีโอกาส ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำตามความฝันได้มันต้องพร้อมก่อน หลานผมอายุ 27-28 แต่ไปตีกอล์ฟเสียเวลาทั้งวัน "มันไม่ใช่" คุณไปวิ่งสวนลุมดีกว่า ผมห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่กระโดดเข้ามาตลาดหุ้นเพราะคิดว่ารวยเร็ว ผมว่าอันตราย คุณไปหางานทำรู้จักวิธีหาเงินก่อนดีกว่า"
เซียนหุ้นรายใหญ่ เล่าความในใจให้ฟังว่าเวลาจะไปขี่ฮาร์เลย์จะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง อารมณ์มันช่างแตกต่างจากการตัดสินใจซื้อขายหุ้นเป็นร้อยๆ ล้านบาท มันไม่ตื่นเต้นอะไรเลย
"บ้านชายทะเลที่ระยองของผมรับแขกฮาร์เลย์หลายทริปแล้วนะ พอไปถึงก็เอาเรือเร็ว (สปีดโบต) ออกไปกินข้าวกลางวันที่เกาะเสม็ด แล้วไปนอนเล่นกันที่เกาะทะลุ 3-4 โมงเย็นก็กลับ ส่วนเฟอร์รารี่ขับน้อยช่วงนี้หน้าฝนน้ำเข้าเครื่องแล้วยุ่ง เห็นมั้ยว่าเหรียญ (ทุกอย่าง) มันมีสองด้านเสมอ"
ชีวิตในวัย 55 ปีวันนี้ของเสี่ยยักษ์ จึงไม่ต่างไปจาก "ชีวิตเกษียณ" ของเซียนหุ้น เจ้าตัวกำลังไล่ล่า "ความฝัน" ที่ขาดหาย และ Diversify ความมั่งคั่งสู่ความยั่งยืน สัปดาห์หน้าติดตามวิธีคิดการลงทุนในตลาดหุ้นที่เปลี่ยนไปของ "เซียนหุ้นพันล้าน" ที่เจ้าตัวต้องนำมาขบคิดทบทวนตัวเอง
Tags : 'เสี่ยยักษ์ • วิชัย วชิรพงศ์ • หุ้น • เซีนหุ้น
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553
"คาร์ลอส สลิม" สามารถใช้เงินนาทีละ 35,000 บาทได้ไปอีกร้อยปี
"คาร์ลอส สลิม" สามารถใช้เงินนาทีละ 35,000 บาทได้ไปอีกร้อยปี แต่เขากลับคิดแล้วคิดอีกเวลาต้องจ่ายเงิน และก็ไม่ใช่เขาคนเดียวที่คิดและทำแบบนี้
มีมหาเศรษฐีในโลกนี้อีกหลายคนที่ไม่ได้ทำตัวฟู่ฟ่าหรือแสดงฐานะอะไรมากมาย แถมยังเก็บออมเงินอย่างแปลกๆ อีกต่างหาก ซึ่งวิธีใช้ชีวิตของบรรดามหาเศรษฐี อาจให้แง่คิดแก่ผู้ที่ไม่ได้เป็นเศรษฐีจำนวน 6,864,605,142 คน บ้างก็ได้
เริ่มจากหลักง่ายๆ เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย คือ การสร้างบ้านให้ธรรมดา เพราะแม้มหาเศรษฐีจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างหรูหราในแมนชั่นที่สุดแสนจะพรรณาและมหาเศรษฐีหลายคนก็ทำเช่นนั้น
ขณะที่บิล เกตส์ มีแมนชันขนาด 66,000 ตารางฟุต มูลค่า 147.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4,000 ล้านบาท ในเมืองเมดินา วอชิงตัน แต่มหาเศรษฐีสุดมัธยัสถ์อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ เลือกที่จะอยู่ในบ้านแบบเรียบง่าย โดยเขายังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านขนาด 5 ห้องนอนหลังเดิมในเมืองโอมาฮา อันเป็นหลังที่เขาซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2518 ในราคา 31,500 ดอลลาร์ หรือเกือบล้านบาท
และแม้ว่านิตยสารฟอร์บส์จะระบุว่าคาร์ลอส สลิม มีทรัพย์สินมหาศาล 60,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,878,600 ล้านบาท และรวยถึงขนาดที่สามารถใช้เงินนาทีละ 1,150 ดอลลาร์หรือกว่า 35,000 บาท ไปอีก 100 ปี กว่าทรัพย์สินจำนวนที่มีในปัจจุบันจะหมด แต่มหาเศรษฐีคนนี้ ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมกับที่เคยอยู่มาเป็นเวลากว่า 40 ปี
นอกจากมีบ้านธรรมดาๆ แล้ว มหาเศรษฐีผู้นิยมการประหยัด อย่างจอห์น คอดเวลล์ ชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งบริษัทมือถือ Phones 4U, เดวิด เชอริงตัน อดีตศาสตราจารย์ภาควิชาคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้แนะนำลาร์รี เพจแก่นายทุนจนได้หุ้นกูเกิลจำนวนหนึ่งมาเป็นรางวัล ทั้งยังทำโครงการธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์มากมาย, ชัค ฟีนีย์ นักธุรกิจอเมริกันผู้ก่อตั้งร้านค้าปลอดภาษี ล้วนเป็นคนรวยที่ชื่นชอบการเดิน ขี่จักรยาน และใช้บริการขนส่งมวลชนในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ในเมือง ทั้งที่บุคคลระดับมหาเศรษฐีเหล่านี้สามารถนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปประชุมระหว่างมื้อกลางวัน หรือนั่งรถเบนท์ลีย์พร้อมคนขับโก้หรูอย่างสบายๆ
แต่พวกเขาก็เลือกวิธีที่จะได้ออกกำลังกายนิดหน่อยและใช้ประโยชน์จากขนส่งสาธารณะ ซึ่งพฤติกรรมนี้ดีทั้งต่อเงินในบัญชีและสิ่งแวดล้อม
รายของฟีนีย์นั้น มัธยัสถ์ถึงขั้นใส่นาฬิกาเรือนละ 15 ดอลลาร์ หรือประมาณ 500 บาท นั่งรถโคช และไม่มีแม้แต่บ้านหรือรถยนต์ของตัวเอง
ชื่อของฟีนีย์อาจไม่เป็นที่คุ้นหูเพราะเขาไม่ชอบแสดงตัว เห็นได้จากในช่วงแรกที่เขาเริ่มบริจาคเงินเพื่อการกุศล ก็ทำแบบเงียบๆ โดยเขาบริจาคเงินไปแล้วกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ (124,000 ล้านบาท) ผ่านมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้นด้วยหุ้นของบริษัทตัวเอง
ขณะที่เหล่าเซเลบสวมรองเท้าคู่ละ 700 ดอลลาร์และหิ้วกระเป๋าที่แพงมากกว่ารายได้ในรอบหลายปีของบางคนในประเทศโลกที่ 3 ฟีนีย์ตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะใช้ถุงพลาสติกเป็นที่ใส่เอกสารและใช้บริการรถไฟใต้ดิน
แค่ลดรายจ่าย รายรับก็เพิ่ม
สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้อีกจากพฤติกรรมของมหาเศรษฐี คือซื้อเสื้อผ้าธรรมดาๆ เพราะขณะที่คนบางจำพวกลืมคำนึงถึงเงินในกระเป๋าและราคาของสินค้า แต่กลับทุ่มความสนใจไปกับการสวมใส่เสื้อผ้า-รองเท้ายี่ห้อดังนั้น มหาเศรษฐีผู้มัธยัสถ์บางคนมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากหรือเงินที่ต้องเสียไป ด้วยเหตุนี้ เชอริงตันจึงแต่งตัวง่ายๆ ด้วยกางเกงยีนส์และเสื้อยืด หรืออย่างรายของ อิงค์วาร์ คัมปรัด ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟอร์นิเจอร์ Ikea ก็เลี่ยงการสวมสูท เช่นเดียวกับคอดเวลล์ซึ่งซื้อเสื้อผ้าธรรมดาแทนที่จะหมดเงินไปกับเสื้อผ้ายี่ห้อดัง
นอกจากนั้น มหาเศรษฐีอย่างคอดเวลล์และเชอริงตัน ยังเลือกตัดผมเองด้วย อาจเพราะไม่อยากเสียเวลาไปร้านตัดผมหรือขยาดค่าตัดผมที่สูงของร้านสมัยใหม่
ในเรื่องการใช้รถนั้น แม้มหาเศรษฐีอย่างลาร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทออราเคิล เพลิดเพลินกับการใช้เงินไปกับรถยนต์ เรือ และเครื่องบิน แต่มหาเศรษฐีคนอื่นเลือกใช้พาหนะธรรมดา อย่างจิม วอลตันแห่งตระกูลวอลมาร์ท ร้านค้าชื่อดังของสหรัฐ เลือกขับรถกระบะที่ใช้มานาน 15 ปี ส่วนอาซิม เปรมจิ มหาเศรษฐีนักธุรกิจอินเดีย ก็ขับรถโตโยต้าโคโรลลา ขณะที่คัมปรัดแห่ง Ikea ขับรถวอลโว่ที่ใช้มานาน 10 ปี
แนวคิดง่ายๆ ในเรื่องนี้คือ "ซื้อรถที่ไว้ใจได้ และใช้จนกว่าจะพัง" โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถวันละคัน
สิ่งที่อาจสร้างความประหลาดใจแก่บางคน คือการที่คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก ไม่มีเรือยอชต์หรือเครื่องบินส่วนตัว อาจเป็นเพราะสลิมยึดหลักที่ว่า "เพียงลดรายจ่าย รายรับก็จะเพิ่มขึ้น" ในทำนองเดียวกัน มหาเศรษฐีหลายคนก็เลือกที่จะไม่ครอบครองสิ่งหรูหรา อย่างบัฟเฟตต์ที่หลีกเลี่ยงสิ่งของฟุ่มเฟือย
สรุปแล้วสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้จากพฤติกรรมของบรรดามหาเศรษฐีติดอันดับโลก คือนิสัยของการใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะใครเลยจะทราบว่าบางทีความเป็นคนมัธยัสถ์นี่เองที่อาจมีส่วนช่วยให้มหาเศรษฐีเหล่านี้ สร้างเสริมฐานะจนร่ำรวยขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้ และดูไปแล้วมหาเศรษฐีบางคนก็เลือกที่จะไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ
เมื่อมหาเศรษฐีทำได้ คนที่ไม่ใช่เศรษฐีอีกจำนวนมากในโลกนี้ก็น่าจะทำได้เช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของการเลิกใช้จ่ายสิ่งที่เป็นส่วนเกินความจำเป็น ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้สามารถกระทำได้ ไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไรก็ตาม และเมื่อฝึกหัดจนเป็นนิสัยแล้ว ก็จะเห็นว่าหนทางสู่ความเป็นเศรษฐี หรืออย่างน้อยก็สร้างความพอเพียงให้แก่ตัวเองและครอบครัวนั้น ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ
(เรียบเรียงจากอินเวสโทปีเดีย)
Tags : มหาเศรษฐี
มีมหาเศรษฐีในโลกนี้อีกหลายคนที่ไม่ได้ทำตัวฟู่ฟ่าหรือแสดงฐานะอะไรมากมาย แถมยังเก็บออมเงินอย่างแปลกๆ อีกต่างหาก ซึ่งวิธีใช้ชีวิตของบรรดามหาเศรษฐี อาจให้แง่คิดแก่ผู้ที่ไม่ได้เป็นเศรษฐีจำนวน 6,864,605,142 คน บ้างก็ได้
เริ่มจากหลักง่ายๆ เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย คือ การสร้างบ้านให้ธรรมดา เพราะแม้มหาเศรษฐีจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่างหรูหราในแมนชั่นที่สุดแสนจะพรรณาและมหาเศรษฐีหลายคนก็ทำเช่นนั้น
ขณะที่บิล เกตส์ มีแมนชันขนาด 66,000 ตารางฟุต มูลค่า 147.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4,000 ล้านบาท ในเมืองเมดินา วอชิงตัน แต่มหาเศรษฐีสุดมัธยัสถ์อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ เลือกที่จะอยู่ในบ้านแบบเรียบง่าย โดยเขายังใช้ชีวิตอยู่ในบ้านขนาด 5 ห้องนอนหลังเดิมในเมืองโอมาฮา อันเป็นหลังที่เขาซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2518 ในราคา 31,500 ดอลลาร์ หรือเกือบล้านบาท
และแม้ว่านิตยสารฟอร์บส์จะระบุว่าคาร์ลอส สลิม มีทรัพย์สินมหาศาล 60,600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,878,600 ล้านบาท และรวยถึงขนาดที่สามารถใช้เงินนาทีละ 1,150 ดอลลาร์หรือกว่า 35,000 บาท ไปอีก 100 ปี กว่าทรัพย์สินจำนวนที่มีในปัจจุบันจะหมด แต่มหาเศรษฐีคนนี้ ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมกับที่เคยอยู่มาเป็นเวลากว่า 40 ปี
นอกจากมีบ้านธรรมดาๆ แล้ว มหาเศรษฐีผู้นิยมการประหยัด อย่างจอห์น คอดเวลล์ ชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งบริษัทมือถือ Phones 4U, เดวิด เชอริงตัน อดีตศาสตราจารย์ภาควิชาคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้แนะนำลาร์รี เพจแก่นายทุนจนได้หุ้นกูเกิลจำนวนหนึ่งมาเป็นรางวัล ทั้งยังทำโครงการธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์มากมาย, ชัค ฟีนีย์ นักธุรกิจอเมริกันผู้ก่อตั้งร้านค้าปลอดภาษี ล้วนเป็นคนรวยที่ชื่นชอบการเดิน ขี่จักรยาน และใช้บริการขนส่งมวลชนในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ในเมือง ทั้งที่บุคคลระดับมหาเศรษฐีเหล่านี้สามารถนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปประชุมระหว่างมื้อกลางวัน หรือนั่งรถเบนท์ลีย์พร้อมคนขับโก้หรูอย่างสบายๆ
แต่พวกเขาก็เลือกวิธีที่จะได้ออกกำลังกายนิดหน่อยและใช้ประโยชน์จากขนส่งสาธารณะ ซึ่งพฤติกรรมนี้ดีทั้งต่อเงินในบัญชีและสิ่งแวดล้อม
รายของฟีนีย์นั้น มัธยัสถ์ถึงขั้นใส่นาฬิกาเรือนละ 15 ดอลลาร์ หรือประมาณ 500 บาท นั่งรถโคช และไม่มีแม้แต่บ้านหรือรถยนต์ของตัวเอง
ชื่อของฟีนีย์อาจไม่เป็นที่คุ้นหูเพราะเขาไม่ชอบแสดงตัว เห็นได้จากในช่วงแรกที่เขาเริ่มบริจาคเงินเพื่อการกุศล ก็ทำแบบเงียบๆ โดยเขาบริจาคเงินไปแล้วกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ (124,000 ล้านบาท) ผ่านมูลนิธิที่เขาตั้งขึ้นด้วยหุ้นของบริษัทตัวเอง
ขณะที่เหล่าเซเลบสวมรองเท้าคู่ละ 700 ดอลลาร์และหิ้วกระเป๋าที่แพงมากกว่ารายได้ในรอบหลายปีของบางคนในประเทศโลกที่ 3 ฟีนีย์ตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมาย เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะใช้ถุงพลาสติกเป็นที่ใส่เอกสารและใช้บริการรถไฟใต้ดิน
แค่ลดรายจ่าย รายรับก็เพิ่ม
สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้อีกจากพฤติกรรมของมหาเศรษฐี คือซื้อเสื้อผ้าธรรมดาๆ เพราะขณะที่คนบางจำพวกลืมคำนึงถึงเงินในกระเป๋าและราคาของสินค้า แต่กลับทุ่มความสนใจไปกับการสวมใส่เสื้อผ้า-รองเท้ายี่ห้อดังนั้น มหาเศรษฐีผู้มัธยัสถ์บางคนมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากหรือเงินที่ต้องเสียไป ด้วยเหตุนี้ เชอริงตันจึงแต่งตัวง่ายๆ ด้วยกางเกงยีนส์และเสื้อยืด หรืออย่างรายของ อิงค์วาร์ คัมปรัด ผู้ก่อตั้งบริษัทเฟอร์นิเจอร์ Ikea ก็เลี่ยงการสวมสูท เช่นเดียวกับคอดเวลล์ซึ่งซื้อเสื้อผ้าธรรมดาแทนที่จะหมดเงินไปกับเสื้อผ้ายี่ห้อดัง
นอกจากนั้น มหาเศรษฐีอย่างคอดเวลล์และเชอริงตัน ยังเลือกตัดผมเองด้วย อาจเพราะไม่อยากเสียเวลาไปร้านตัดผมหรือขยาดค่าตัดผมที่สูงของร้านสมัยใหม่
ในเรื่องการใช้รถนั้น แม้มหาเศรษฐีอย่างลาร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทออราเคิล เพลิดเพลินกับการใช้เงินไปกับรถยนต์ เรือ และเครื่องบิน แต่มหาเศรษฐีคนอื่นเลือกใช้พาหนะธรรมดา อย่างจิม วอลตันแห่งตระกูลวอลมาร์ท ร้านค้าชื่อดังของสหรัฐ เลือกขับรถกระบะที่ใช้มานาน 15 ปี ส่วนอาซิม เปรมจิ มหาเศรษฐีนักธุรกิจอินเดีย ก็ขับรถโตโยต้าโคโรลลา ขณะที่คัมปรัดแห่ง Ikea ขับรถวอลโว่ที่ใช้มานาน 10 ปี
แนวคิดง่ายๆ ในเรื่องนี้คือ "ซื้อรถที่ไว้ใจได้ และใช้จนกว่าจะพัง" โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถวันละคัน
สิ่งที่อาจสร้างความประหลาดใจแก่บางคน คือการที่คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก ไม่มีเรือยอชต์หรือเครื่องบินส่วนตัว อาจเป็นเพราะสลิมยึดหลักที่ว่า "เพียงลดรายจ่าย รายรับก็จะเพิ่มขึ้น" ในทำนองเดียวกัน มหาเศรษฐีหลายคนก็เลือกที่จะไม่ครอบครองสิ่งหรูหรา อย่างบัฟเฟตต์ที่หลีกเลี่ยงสิ่งของฟุ่มเฟือย
สรุปแล้วสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้จากพฤติกรรมของบรรดามหาเศรษฐีติดอันดับโลก คือนิสัยของการใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะใครเลยจะทราบว่าบางทีความเป็นคนมัธยัสถ์นี่เองที่อาจมีส่วนช่วยให้มหาเศรษฐีเหล่านี้ สร้างเสริมฐานะจนร่ำรวยขึ้นมาถึงขนาดนี้ได้ และดูไปแล้วมหาเศรษฐีบางคนก็เลือกที่จะไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ
เมื่อมหาเศรษฐีทำได้ คนที่ไม่ใช่เศรษฐีอีกจำนวนมากในโลกนี้ก็น่าจะทำได้เช่นกัน โดยเฉพาะในส่วนของการเลิกใช้จ่ายสิ่งที่เป็นส่วนเกินความจำเป็น ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้สามารถกระทำได้ ไม่ว่าคุณจะมีรายได้เท่าไรก็ตาม และเมื่อฝึกหัดจนเป็นนิสัยแล้ว ก็จะเห็นว่าหนทางสู่ความเป็นเศรษฐี หรืออย่างน้อยก็สร้างความพอเพียงให้แก่ตัวเองและครอบครัวนั้น ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ
(เรียบเรียงจากอินเวสโทปีเดีย)
Tags : มหาเศรษฐี
วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เรียน ZBrush_001
ขอโทษประเทศไทย(โฆษณาที่ไม่ควรถูกแบน)
ขอโทษประเทศไทย(โฆษณาที่ไม่ควรถูกแบน)
เนื้อหาโดนๆ ทำไมต้องแบนนะ
http://www.youtube.com/watch?v=H-NySQl7VJ0&feature=player_embedded
เนื่องจากเป็นประเด็นที่ เข้มข้นเกินไป และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง หลังจาก ที่มีภาพยนตร์โฆษณาชุด “ขอโทษ ประเทศไทย” ที่ สร้างมาจากกลุ่มเครือข่ายพลังบวก ทางคณะกรรมการเซ็นเซอร์ได้สั่งห้ามนำแพร่ภาพทางฟรีทีวีแล้ว โดยให้เหตุผลว่าเป็นประเด็นที่เข้มข้นเกินไป และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ดูแลสื่อ กล่าวว่า ยังไม่รู้เรื่องนี้ และยังไม่เคยดูโฆษณาชิ้นนี้ นายนายภาณุ อิงคะวัต นักโฆษณาชื่อดังและผู้ก่อตั้งกลุ่มพลังบวก และผู้ผลิตโฆษณาชิ้นนี้ กล่าวว่า ทางทีมงานที่ร่วมกันผลิตรู้สึกกเสียใจที่ไม่ได้ออกอากาศ เพราะโฆษณาชิ้นนี้ถือเป็นโฆษณาที่ดี แต่เราไม่กล้าเอาความจริงมาพูดคุยกันในที่สาธารณะ เพราะอาจจะไปโดนใจดำของบางคน “การ ทำโฆษณาชิ้นนี้เราไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนผิด แต่ทุกคนผิดกันหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นมักถูกทับถมทับซ้อน เราจึงอยากกระตุกให้เห็นถึงปัญหาที่มีมานานแต่ก็ไม่มีใครแก้ เหตุที่ไม่ได้รับอนุญาติให้ออกอากาศเนื่องจากเกรงว่าวิธีเล่าเรื่อง หรือการลำภาพอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน” นายภาณุ กล่าว อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้เร่งปรับแก้เพื่อให้โฆษณาสามารถออกอากาศได้ โฆษณา “ขอโทษประเทศไทย” ได้ใช้ภาพในเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งภาพการปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มคนเสื้อแดง ภาพของไอ้โม่งชุดดำ ภาพตึกและอาคารต่าง ๆ ที่ถูกไฟไหม้ด้วย ข้อมูล http://news.mthai.com/general-news/81814.html
เนื้อหาโดนๆ ทำไมต้องแบนนะ
http://www.youtube.com/watch?v=H-NySQl7VJ0&feature=player_embedded
เนื่องจากเป็นประเด็นที่ เข้มข้นเกินไป และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง หลังจาก ที่มีภาพยนตร์โฆษณาชุด “ขอโทษ ประเทศไทย” ที่ สร้างมาจากกลุ่มเครือข่ายพลังบวก ทางคณะกรรมการเซ็นเซอร์ได้สั่งห้ามนำแพร่ภาพทางฟรีทีวีแล้ว โดยให้เหตุผลว่าเป็นประเด็นที่เข้มข้นเกินไป และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ดูแลสื่อ กล่าวว่า ยังไม่รู้เรื่องนี้ และยังไม่เคยดูโฆษณาชิ้นนี้ นายนายภาณุ อิงคะวัต นักโฆษณาชื่อดังและผู้ก่อตั้งกลุ่มพลังบวก และผู้ผลิตโฆษณาชิ้นนี้ กล่าวว่า ทางทีมงานที่ร่วมกันผลิตรู้สึกกเสียใจที่ไม่ได้ออกอากาศ เพราะโฆษณาชิ้นนี้ถือเป็นโฆษณาที่ดี แต่เราไม่กล้าเอาความจริงมาพูดคุยกันในที่สาธารณะ เพราะอาจจะไปโดนใจดำของบางคน “การ ทำโฆษณาชิ้นนี้เราไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนผิด แต่ทุกคนผิดกันหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นมักถูกทับถมทับซ้อน เราจึงอยากกระตุกให้เห็นถึงปัญหาที่มีมานานแต่ก็ไม่มีใครแก้ เหตุที่ไม่ได้รับอนุญาติให้ออกอากาศเนื่องจากเกรงว่าวิธีเล่าเรื่อง หรือการลำภาพอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน” นายภาณุ กล่าว อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้เร่งปรับแก้เพื่อให้โฆษณาสามารถออกอากาศได้ โฆษณา “ขอโทษประเทศไทย” ได้ใช้ภาพในเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งภาพการปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มคนเสื้อแดง ภาพของไอ้โม่งชุดดำ ภาพตึกและอาคารต่าง ๆ ที่ถูกไฟไหม้ด้วย ข้อมูล http://news.mthai.com/general-news/81814.html
วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













